“หอมแดงพื้นบ้าน” ราคาพุ่งรับต้นฤดูกาล กก. 30-45 บาท ชูปีทอง “หอม-กระเทียม”

วันที่ 20 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เป็นต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวหอมแดง พบว่าราคาหอมแดงต้นฤดูในจังหวัดพะเยา มีราคาอยู่ที่ กก.ละ 35-45 บาท เนื่องจากสถานการณ์สภาพอากาศหนาวเย็นและมีฝนตก กลางวันแดดจัด ทำให้เกษตรกรที่ปลูกหอมแดงประสบปัญหา ผลผลิตหอมแดงไม่มีคุณภาพ หัวหอมไม่โตและบ้างก็ไม่มีหัว เนื่องจากใบเน่า พื้นที่ความเสียหาย โดยเฉพาะใน ต.จำป่าหวาย อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกหอมแดงที่มีคุณภาพแห่งหนึ่งของ จ.พะเยา ขณะนี้มีความเสียหายแล้วกว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้หอมแดงจากจีนก็เริ่มขาดตลาดทำให้ราคาขยับตัวขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 29-35 บาท ทำให้ผู้ค้าหอมทอดต้องแบกรับภาระหอมแพง แต่ก็ยังขายหอมทอดที่ กก.ละ 250-350 บาท

นางยุพา บุญเรือง บ้านเลขที่ 33 หมู่ 2 ต.จำป่าหวาย อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา เปิดเผยว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตหอมแดงในพื้นที่ ฝนตก หมอกลงจัดในช่วงเช้าและกลางคืน กลางวันแดดจัด ทำให้ใบหอมแดงเน่า ไม่มีหัว หรือหัวไม่โต ผลผลิตหายไปจำนวนมาก ทราบว่าปีนี้ในพื้นที่ ต.จำป่าหวาย ปลูกประมาณ 2,000 ไร่ แต่ผลผลิตเสียหายไปแล้วกว่า 1,400 ไร่ สำหรับตนปลูกไว้ 2-3 ไร่ เพื่อใช้ทำพันธุ์เตรียมปลูกในเดือนเมษายน 2560 ปรากฏว่าขณะนี้เสียหายเกือบสิ้นเชิง ไม่สามารถใช้ทำเป็นพันธุ์ได้ จึงอยากร้องขอให้ราชการช่วยเหลือด้านค่าชดเชย เพราะเกษตรกรจะต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องจัดหาพันธุ์ปลูกในเดือนเมษายนนี้ด้วย

“แต่ละปีที่ปลูกหอมแดงจะต้องใช้ทุนเฉลี่ยไร่ละ 4,000-5,000 บาท แต่ปีนี้ลงทุนแล้วยอมรับว่าไม่สามารถได้คืน เพราะเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้หอมแดงเสียหายอย่างหนัก” นางยุพา กล่าว

นายพิทักษ์ชน แข่งขัน นายกเทศมนตรีตำบล(ทต.)บ้านถ้ำ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา กล่าวว่า กระเทียมพื้นเมืองในพื้นที่ ต.บ้านถ้ำที่ปลูกกันกว่า 1,000 ไร่ นั้น แม้นจะปลูกมาก แต่ผลผลิตไม่น้อย เพราะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนเช่นกัน บางแปลงเป็นเชื้อราทำให้กระเทียมไม่มีคุณภาพ แต่ในแปลงที่เจ้าของเอาใจใส่เป็นอย่างดีก็มีคุณภาพเช่นกัน และปีนี้นับว่าเป็นปีทองของเกษตรกรที่ปลูกกระเทียมและหอมแดงมีรายได้ดี เพราะผลผลิตน้อย พื้นที่ปลูกลดลง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับราคากระเทียมนั้น หน้าสวนในพื้นที่ ต.บ้านถ้ำ ถอนสดๆ จากดินอยู่ที่ กก.ละ 25-30 บาท พ่อค้าแม่ค้าที่รับซื้อและนำมาขายปลีก กก.ละ 60 บาท กระเทียมแห้งค้างปี กก.ละ 150-250 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด

ที่มา>>>ข่าวสด

พบอีกกองทัพผีเสื้อมวนหวานบุกเจาะกินมะม่วงชาวสวนที่ประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สวนมะม่วง ในพื้นที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังทราบว่าสวนมะม่วงของชาวบ้านกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาผีเสื้อมวนหวานบุกเจาะกินผลมะม่วงเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับเกษตรกรในพื้นที่ อ.สามร้อยยอด ที่กำลังได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้

นายพนม ซำเผือก ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงส่งออกนอกฤดูอ่าวน้อย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดภาวะภัยแล้งอย่างหนัก ประกอบกับล่าสุดสภาพอากาศที่มีฝนตกติดต่อกันนานหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระบาดของผีเสื้อมวนหวาน เมื่อในป่าไม่มีอาหารกินเพราะภัยแล้ง ผีเสื้อมวนหวานจึงออกจากป่ามากินผลไม้ของชาวไร่ โดยบุกเจาะทำลายผลไม้เกือบทุกชนิด เช่น มะละกอ สับปะรด ลองกอง ฯลฯ แต่ที่ผีเสื้อมวนหวานชอบมากเป็นพิเศษ คือ มะม่วง เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีความหวาน มัน ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลผลิตของมะม่วงนอกฤดูที่ทยอยเก็บเกี่ยวได้ในช่วงนี้และเป็นมะม่วงเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศเป็นหลัก โดยพบว่าเกษตรกรกว่า 40 ราย ซึ่งปลูกมะม่วงกว่า 3,000 ไร่ ผลผลิตมะม่วงที่แก่ใกล้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายราว 80-90 เปอร์เซ็นต์ เหลือแต่ผลมะม่วงขนาดเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดที่ยังรอดพ้นไม่ถูกผีเสื้อมวนหวานเจาะผลทำลายจนเน่าเสีย

นายพนม กล่าวต่อว่า ผีเสื้อมวนหวานจะเลือกมะม่วงที่เริ่มแก่ ใช้ปากดูดเจาะกินเนื้อด้านใน ซึ่งปากแผลที่ผิวมะม่วงเป็นรูขนาดเล็ก แต่จะทำให้ภายในผลมะม่วงเน่าเสียภายใน1-2วันเท่านั้น ก่อนที่ผลจะร่วงลงพื้น ซึ่งเกษตรกรต้องรีบนำถุงคาร์บอนมาสวมครอบลูกมะม่วงตั้งแต่ผลมีขนาดเล็กประมาณไข่ไก่ ก่อนที่จะถูกเจาะ ซึ่งทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีกไร่ละ 8,000 บาท และต้องฉีดสารสกัดจากสะเดา ร่วมด้วยในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันต้องรีบห่อผล หากห่อไม่เสร็จก็ต้องฉีดสารสะเดาทุกคืน หรือต้องคอยมาจับผีเสื้อที่ลงกินมะม่วง ซึ่งจับได้ค่อยข้างยาก

สำหรับผลผลิตมะม่วงส่งออกนอกฤดูของตำบลอ่าวน้อย ส่วนใหญ่ปลูกมะม่วงพันธุ์ น้ำดอกไม้สีทอง โชคอนันต์ เขียวเสวย และฟ้าลั่น เป็นหลัก เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และฝั่งยุโรป ซึ่งราคาล่าสุด มะม่วงเกรดเอ ผิวสวยไร้ตำหนิ รับซื้อที่หน้าสวนกิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนผลมะม่วงที่มีร่องรอยตำหนิจาก ราน้ำค้าง หรือเพลี้ยไฟ จะไม่ผ่านการส่งออก ถูกคัดเกรดมาจำหน่ายในประเทศ ราคาเหลือเพียง กิโลกรัมละ 50 บาท

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการเนื่องจากยังไม่สามารถประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติได้ เบื้องต้นเกษตรกรต้องช่วยตัวเองไปก่อน ด้วยการฉีดสารและห่อผล ก่อนที่จะถูกกัดกินรุนแรงหนักขึ้น ซึ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ

ที่มา>>>ข่าวสด