Wikipedia ประกาศแบน DailyMail ไม่ให้นำมาใช้เป็นแหล่งอ้างอิง เหตุไม่น่าเชื่อถือ

Wikipedia ประกาศแบน DailyMail ไม่ให้นำมาใช้เป็นแหล่งอ้างอิง เหตุไม่น่าเชื่อถือThe Wikimedia Foundation เจ้าของสารานุกรมออนไลน์ Wikipedia.org ประกาศแบนสำนักข่าว Daily Mail และเว็บไซต์ Dailymail.co.uk และไม่ให้นำมาใช้เป็นแหล่งอ้างอิงบนสารานุกรม หลังกลุ่มบรรณาธิการอาสาสมัครของ Wikipedia ภาษาอังกฤษพูดคุยกันตั้งแต่ต้นปี 2015 ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า DailyMail ขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริง, ใช้ภาษาที่ให้ความรู้สึกตื่นตระหนกหรือตื่นเต้น (sensationalism) และเน้นย้ำข้อมูลที่ผิดๆ (flat-out fabrication)

หลังการประกาศว่า Daily Mail นั้นไม่ใช่แหล่งอ้างอิงนี่น่าเชื่อถืออีกต่อไป กลุ่มบรรณาธิการก็พยายามสนับสนุนให้ผู้เขียนบน Wikipedia เปลี่ยนลิงก์และแหล่งอ้างอิงจาก Daily Mail เป็นแหล่งอื่นที่น่าเชื่อถือว่า ซึ่งมีจำนวนลิงก์ถึงกว่า 12,000 ลิงก์5ด้านกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยแย้งว่า แหล่งอ้างอิงอื่นๆ ที่ Wikipedia มองว่าน่าเชื่อถือนั้น ก็มีการรายงานข้อมูลเท็จเช่นกัน และการสั่งแบนครั้งนี้เกิดจากความไม่ชอบในสำนักข่าว Daily Mail เองมากกว่า


“สำหรับชาว เชียงใหม่ ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO เชียงใหม่ ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

‘ประจิน’ถก2เว็บใหญ่เรื่องโพสต์หมิ่น ‘กูเกิ้ล-ยูทูบ’ยอมให้ข้อมูล หากมีหมายศาล

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 21 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับผู้บริหารเว็บไซต์กูเกิ้ล และยูทูบ รวมทั้งหน่วยงานที่กำกับดูแล อาทิ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.), กสทช. โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ทั้งสองเว็บไซต์ยืนยันว่าให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่าน และพร้อมปรับแนวทางเพิ่มเติม มีการตั้งทีมงานเข้ามาดูแลเฉพาะในกรณีของประเทศไทย ซึ่งจะมีคนไทยอยู่ในทีมงานเฉพาะกิจนั้นด้วย และจะเป็นแบบฟอร์มเป็นภาษาไทยเพิ่มเติมจากภาษาอังกฤษ เพื่อจะดูข้อมูลที่มีการร้องเรียนเข้ามา ให้เกิดความรวดเร็วในการส่งข้อมูลจากฝ่ายประเทศไทยไปถึงทีมงานที่สหรัฐฯ เร่งแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยแบบฟอร์มดังกล่าวจะมีการระบุ ยูอาร์แอล และช่วงเวลาที่มีการเข้าไปใช้เว็บไซต์ในเบื้องต้นก่อน

จากนั้นจะมีคำสั่งศาลส่งตามไปเพื่อให้ดำเนินการแก้ปัญหา นอกจากนั้นเราได้แจ้งกับผู้บริหารฯ ไปว่ามีกลุ่มคนไทยที่รักและปกป้องสถาบันได้ติดตามเรื่องนี้ และคาดหวังว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ตำรวจ และหน่วยงานที่สนับสนุนข้อมูลจะมีมาตรการจัดการปัญหาความไม่เหมาะสมต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม โดยตัวแทนผู้บริหารเว็บไซต์ทั้งสองแสดงเจตนาว่าในช่วงเวลานี้จะให้ความสำคัญมาที่ประเทศไทย เพราะทราบดีว่าความรู้สึกของคนไทยที่สูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างไร แล้วยังถูกโจมตีจากเว็บที่บิดเบือนซ้ำอีก ก็จะดำเนินการตามที่เราร้องขอ ซึ่งเป็นเจตนาที่ดีและเป็นในเชิงบวก
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า เราได้จัดทีมงานประสานโดยตรง กับทางกูเกิ้ลและยูทูบ โดยให้มีผู้แทนจากกระทรวงดิจิทัลฯ และมีเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างครอบคลุมและทันเหตุการณ์ โดยจะเริ่มดำเนินการตามที่พูดคุยตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.นี้ และเชื่อว่าเมื่อมีทีมงานเข้าไปประสานโดยตรง การแก้ปัญหาจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง และจะเร่งเรื่องของการขอหมายศาลให้เร็วขึ้นเท่าที่จะทำได้ เมื่อมีทีมงานเฉพาะกิจก็จะทำให้กระบวนการต่างๆเร็วขึ้น ถ้ามีการตรวจพบข้อความที่ไม่เหมาะสมที่ปรากฎทางเพจ หรือวิดีโอคลิป เขาก็จะดำเนินการให้ โดยมีเงื่อนไขว่าทางไทยต้องส่งหมายศาลตามไปยืนยันว่าเป็นการกระทำความผิด

สำหรับประเด็นเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ การขอยูสเซอร์และไอดีของผู้ใช้งาน ทางกูเกิ้ลและยูทูบรับทราบและเข้าใจ แต่ต้องมีการปรับข้อตกลงระหว่างประเทศในการขอข้อมูลผ่านทางรัฐบาล ซึ่งในวันที่ 22 ต.ค.นี้เราจะทำเรื่องเพื่อให้ รมว.ดิจิทัลฯ สั่งการผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ทางสหรัฐฯ พิจารณาการขอใช้สิทธิ์ดังกล่าว หากสหรัฐฯและไทยมีข้อตกลงร่วมกันเรื่องของลิขสิทธิ์ และสิทธิมนุษยชน ทางกูเกิ้ลก็จะอนุญาตเราทันที อย่างไรก็ตามเราได้ทวงถามข้อมูลที่เคยประสานไปก่อนหน้านี้เพื่อให้ส่งกลับมาและทำการระงับยับยั้งการโพสต์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งผู้บริหารเว็บไวต์ก็รับทราบ เมื่อเราส่งข้อมูลยืนยันก็จะดำเนินการให้ทันที ส่วนเว็บไซต์อื่น ทั้งเฟซบุ๊กและแอพพลิเคชั่นไลน์ ได้เตรียมตั้งคณะทำงานซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค กฎหมาย ภาษา ทีมละประมาณ 5 คน เพื่อเตรียมประสานหารือกับเว็บอื่นต่อไป

“เราพยายามทำทุกอย่างให้ดีและรวดเร็วที่สุด แต่ยังติดที่เรื่องเทคนิคและกฎหมายบางส่วน แม้จะมีคนพูดว่าประสานบางอย่างได้ แต่เราก็จะทำเหมือนเดิม ไม่ใช่จะระงับไป วันนี้มีการตรวจพบจำนวนหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 19 และ 20 ต.ค. มีจำนวน 120 ราย ซึ่งไม่ค่อยพบว่าเป็นต่างชาติ และก่อนหน้านั้นก็มีอีกจำนวนหนึ่ง และในวันที่ 22 ต.ค.จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อไปตรวจสอบ ส่วนรายละเอียดต้องขออนุญาตไม่อยากให้ออกไปแล้วสื่อในลักษณะซ้ำเติมความรู้สึกประชาชน แต่ให้รับทราบว่าเราจะทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุด”

ที่มา>>>ข่าวสด