พบอีกกองทัพผีเสื้อมวนหวานบุกเจาะกินมะม่วงชาวสวนที่ประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สวนมะม่วง ในพื้นที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังทราบว่าสวนมะม่วงของชาวบ้านกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาผีเสื้อมวนหวานบุกเจาะกินผลมะม่วงเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับเกษตรกรในพื้นที่ อ.สามร้อยยอด ที่กำลังได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้

นายพนม ซำเผือก ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงส่งออกนอกฤดูอ่าวน้อย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดภาวะภัยแล้งอย่างหนัก ประกอบกับล่าสุดสภาพอากาศที่มีฝนตกติดต่อกันนานหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระบาดของผีเสื้อมวนหวาน เมื่อในป่าไม่มีอาหารกินเพราะภัยแล้ง ผีเสื้อมวนหวานจึงออกจากป่ามากินผลไม้ของชาวไร่ โดยบุกเจาะทำลายผลไม้เกือบทุกชนิด เช่น มะละกอ สับปะรด ลองกอง ฯลฯ แต่ที่ผีเสื้อมวนหวานชอบมากเป็นพิเศษ คือ มะม่วง เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีความหวาน มัน ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลผลิตของมะม่วงนอกฤดูที่ทยอยเก็บเกี่ยวได้ในช่วงนี้และเป็นมะม่วงเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศเป็นหลัก โดยพบว่าเกษตรกรกว่า 40 ราย ซึ่งปลูกมะม่วงกว่า 3,000 ไร่ ผลผลิตมะม่วงที่แก่ใกล้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายราว 80-90 เปอร์เซ็นต์ เหลือแต่ผลมะม่วงขนาดเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดที่ยังรอดพ้นไม่ถูกผีเสื้อมวนหวานเจาะผลทำลายจนเน่าเสีย

นายพนม กล่าวต่อว่า ผีเสื้อมวนหวานจะเลือกมะม่วงที่เริ่มแก่ ใช้ปากดูดเจาะกินเนื้อด้านใน ซึ่งปากแผลที่ผิวมะม่วงเป็นรูขนาดเล็ก แต่จะทำให้ภายในผลมะม่วงเน่าเสียภายใน1-2วันเท่านั้น ก่อนที่ผลจะร่วงลงพื้น ซึ่งเกษตรกรต้องรีบนำถุงคาร์บอนมาสวมครอบลูกมะม่วงตั้งแต่ผลมีขนาดเล็กประมาณไข่ไก่ ก่อนที่จะถูกเจาะ ซึ่งทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีกไร่ละ 8,000 บาท และต้องฉีดสารสกัดจากสะเดา ร่วมด้วยในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันต้องรีบห่อผล หากห่อไม่เสร็จก็ต้องฉีดสารสะเดาทุกคืน หรือต้องคอยมาจับผีเสื้อที่ลงกินมะม่วง ซึ่งจับได้ค่อยข้างยาก

สำหรับผลผลิตมะม่วงส่งออกนอกฤดูของตำบลอ่าวน้อย ส่วนใหญ่ปลูกมะม่วงพันธุ์ น้ำดอกไม้สีทอง โชคอนันต์ เขียวเสวย และฟ้าลั่น เป็นหลัก เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และฝั่งยุโรป ซึ่งราคาล่าสุด มะม่วงเกรดเอ ผิวสวยไร้ตำหนิ รับซื้อที่หน้าสวนกิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนผลมะม่วงที่มีร่องรอยตำหนิจาก ราน้ำค้าง หรือเพลี้ยไฟ จะไม่ผ่านการส่งออก ถูกคัดเกรดมาจำหน่ายในประเทศ ราคาเหลือเพียง กิโลกรัมละ 50 บาท

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการเนื่องจากยังไม่สามารถประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติได้ เบื้องต้นเกษตรกรต้องช่วยตัวเองไปก่อน ด้วยการฉีดสารและห่อผล ก่อนที่จะถูกกัดกินรุนแรงหนักขึ้น ซึ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ

ที่มา>>>ข่าวสด